Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

ซัน หลังสุเหร่า,ชาย ดอยงำเมือง และผม “พริก กรงปินัง” ค่อยๆเดินลัดเลาะฝ่ากลุ่มนักท่องราตรีขณะกำลังร่ำสุรากันอย่างออกรส ด้านซ้ายมือของร้านมีบาเทนเดอร์ผู้ขมักขเม่นและภักดีต่อสุราทุกสกุล กำลังปรุงแต่งตามศาสตร์ของแต่ละคนที่ฝรึกปรือกันมา

น้ำลายของผมสอขึ้นมาทันทีเมื่อเห็นค๊อกเทลสีแดงทับทิมในแก้วทรงสูงที่มีไอน้ำจับเกาะผิวนอกของแก้ว

ย่างเข้ามาที่ชั้นสอง ได้บรรยากาศคันทรี่ ตกแต่งด้วยเขาสัตว์และไฟตะเกียงสี ส้ม แสงสลัวๆของมันทำให้ดื่มสุราได้จุ

และ ที่ชั้นนี้มีวงดนตรีหลากหลายเกรดมาบรรเลงให้ได้ฟังกันทุกค่ำคืน มือกีต้าร์ของวงที่กำลังโชว์ลวดลายอยู่ใส่หมวกปีกนกสีน้ำตาลอ่อน นิ้วของเขาเริงระบำอยู่บนเส้นลวดของเลสพอล รอยยิ้มของเขาทำให้สตรีหลายนางหัวใจอ่อนเปรี้ย

ผมอยากจะหยุดนั่งพัก ฟังโคเวอร์ “ดิ อิเกิ้ล” ให้จบเพลง แต่ก็ตระหนักถึงคำกำชับผ่านมือถือว่าให้รีบขึ้นมา พวกเราทั้งสามจึงค่อยๆลดเลี้ยวไปยังทางขึ้นชั้นสาม ซึ่งมีชายฉกรรจ์สองคน พร้อมวิทยุสื่อสารเหน็บสะโพก ยืนพิงกำแพงอยู่หน้าประตู คอยสอดส่องความเคลื่อนไหว

พวกเราัทั้งสามเดินผ่านเ้ข้ามาอย่าง ง่ายๆ ต่างกับที่ผมคิดไว้ ว่าอาจจะโดนวางมาด หรือแซวตามประสานักเลงหัวไม้ คงเป็นเพราะพวกเราคือลูกค้าของ แจ๊ค ดอนหวาย

ชั้นสามถูกตกแต่งเป็น สนุ๊กเกอร์คลับขนาดเล็ก มีโต๊ะขนาดหกขาจำนวนสองโต๊ะ พร้อมนักสอยหัวคิวสี่ถึงห้าคนกำลังก้มตัวมองหาเหลี่ยม พลางขยับไม้สอยให้เข้ามือ

ผมไม่รอช้ารีบเดินเ้ข้าไปในออฟฟิศ หวังว่ายอดคงจะเตรียมอะไรไว้ให้ดับกระหายสักแก้ว แต่ซันกับชายหยุดยืนลุ้นหนุ่มวันยี่สิบต้นๆผู้ทะนงในฝีมือ กำลังขับเคี่ยวกับสิงห์เฒ่ามากประสบการณ์

“ไวหน่อยโว้ย รินรอไว้นานแล้ว มันจะเสียรส” ยอดเปิดประตูออกมาตะโกนเรียกซันกับชาย เขาทั้งสองทำหน้าเหยเกแล้วค่อยๆเคลื่อนตัวมาช้าๆ สีหน้าดูเบื่อหน่าย

“ลูกค้า ที่มาเที่ยวเมื่ออาทิตย์ก่อนเขาติดใจร้านผม พอกลับยุโรป ก็ส่งมาฝากกันตามน้ำใจ ไอ้เราก็ไม่ใช่คอนี้เท่าไหร่” แจ๊ค ดอนหวาย กล่าวขณะยื่นแก้ววิสกี้ให้ บนโต๊ะมีขวดแก้วพะยี่ห้อชีว้าล รีกัล

“ปกติพวกผมซดกันแต่อาชา” ซันกล่าวแซวนักเลงอาวุโสย่านตรอกข้าวสาร

“ช่วงไหนมีเงินหน่อย ก็ลีโอร์ ผมว่ามันลื่นคอกว่า” ผมแย้งขึ้นมา และยิ้มให้เจ้าถิ่นเล็กน้อย ก่อนจัดแจงกันหาที่นั่ง

“ยำเนื้อเลยไหม ว่างๆเดี๋ยวยำให้” เสียงใครบางคนพูดขึ้น

ไม่ นาน ชั่วสูบบุหรี่หมดมวน สำรับกับแกล้มตามแต่จะหาไ้ด้ในขณะนั้นก็วางเรียง คละเคล้าไปกับเขียงมีดและขวดวิสกี้ พวกมันรวมตัวกันบนโต๊ะไม้แกะสลักลายไทย

“เดี๋ยว ไปต่อกันที่รัชดา พี่จัดให้เอง รอเด็กมันกลับมาก่อน มันขับรถไปส่งของ” แจ๊คดอนหวาย ยิ้มอารมณ์ดี ชายกับยอดเมื่อแอลกอฮอล์สูบฉีดได้ที่ ผีพนันก็เข้าสิง จึงออกไปปะทะกันที่โต๊ะสนุกเกอร์ด้านนอก หลังจากสัปดาห์ก่อนยอดเสียเชิงให้ชายไปถึงสี่ร้อยบาทที่โต๊ะสนุกเกอร์ย่าน ท่าพระ

วิสกี้พร่องลงเกือบหมดขวด เวลาก็ล่วงเลยมาจะย่างเข้าตีสาม พวกเราทั้งหมดเคลื่อนย้ายตัวเองลงมาจากชั้นล่างอย่างทุลักทุเล ไปยังรถที่จอดอยู่บริเวณสถานีตำรวจ

“ทั้งเนื้อ ทั้งเบียร์ ทั้งเหล้า วันนี้ล่อสามกษัตริย์เลยหว่ะ” ซันรำพันอย่างอารมณ์ดี

ร้าน รวงริมทางค่อยๆปิดลง เหลือเพียงนักท่องเที่ยวต่างชาติบางส่วนกำลังต่อรองราคากับผู้ชายหัวใจดอก กุหลาบ ที่พร้ิอมบำเรอความสุขให้กับฝรั่งที่นิยมของแปลก อเมซิ่งไทยแลนด์ !!!

เมื่อคนอีกกลุ่มทยอยกลับ คนอีกหลายกลุ่มเริ่มออกทำงาน พวกเขาพาดถุงก๊อบแก็ปใบใหญ่สีดำเมี่ยมไว้บนไหล่ สายตามองหาขวดเพื่อนำไปแลกกับอาหาร หรือเงินตรา บ้างจูงลูกน้อยวัยสามขวบ สวมเพียงเสื้อกล้ามสีเทาขาดวิ่นยืนท้าลมหนาวยามราตรี มีวัยรุ่นที่ยังคงค้างในอารมณ์ นั่งถอนกันด้วยเบียร์กระป๋องตามหน้ามินิมาร์ท นั่งจับกลุ่มเล็กๆกันในบางช่วงของตรอกข้าวสาร

ผมเดินสวนกับผู้คน เหล่านั้นทำงานอย่างแข็งขัน หวังบรรเทาความทุกยาก เขาเก็บขวดเบียร์สีเขียวมรกตจากมือชายวัยสามสิบปลายๆ แต่งตัวด้วยของแบรนเนมด์ นอนหลับจมกองเศษอาหารหน้าบาร์แห่งหนึ่ง

ผม มาเมืองหลวงเพื่อตามหาความสุขของชีิวิตและชีวิตที่มั่งคั่ง แต่เมื่อนานวันเข้าผมกลับรู้สึกคิดถึงบ้านเกิดเมืองนอน คิดถึงลมทะเล และกลิ่นยางพารา

และยิ่งรู้สึกว้าเหว่มากขึ้นเมื่อหัวใจเจ้ากรรมดันพลานคิดไปถึงสาวน้อยแรกรุ่น กับยิ้มหม่นปนความระทม เวลานี้… ผมกำลังคิดถึง”ตาล”

ผมคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย ระหว่างเดินประคองซัน ซึ่งเดินโซเซจนเพื่อนๆพากันขำขันจนท้องแข็ง กว่าจะถึงรถแทบจะหิ้วปีกกันเลยเชียว

รถ ยุโรปสีดำติดฟิล์มเข้มจนมองไม่เห็นภายในรถ ข้างในหอมกรุ่นด้วยน้ำหอมกลิ่นวะนิลา ผสมโรงกับแอร์เย็นเฉียบ เมื่อขึ้นรถมาแล้ว พวกเราทั้งสี่นั่งเงียบกันอยู่พักใหญ่

บทเพลงในรถขับกล่อมได้อยู่สักพัก ก็ถึงที่หมาย……..

ณ แยกคอกวัว ทั้ง 4 คนลงจากรถ บรรยากาศคับคั้งไปด้วยผู้คน มีทั้งฝรั้งแขกจีนและก็ไทยหลากหลายชนชาติและชนชั้น เดินผสมบนเปกันจนแยกไม่ออก

ด้วยความเมายอดมองไปที่วัยรุ่นผมสั้นกลุ่มหนึ่งที่กำลังเดินผ่าน
“แป๊ะ” ยอดสะบัดข้อมือเต็มแรงเข้าไปยังกลางกะบาลของวัยรุ่นหนุ่มหัวเกรียนผู้โชคร้าย เขาตบไปด้วยอารมณ์สนุกสนาน และคิดว่าคงไม่เป็นอะไรนักหรอก

“มองควยไรวะ!” ซันตะโคกใส่วัยรุ่นกลุ่มนั้น ที่ยอดได้เข้าไปตบกะบาล  วัยรุ่นพวกนั้นเดินกึ่งวิ่งหวังจะไปจากพวกผมให้เร็วที่สุด ผมและชายยืนหัวเราะกันจนตีนกาจับเป็นรอย มองเห็นเป็นเรื่องสนุกสนาน พวกเราทั้งสี่แวะเข้าไปซื้อเบียร์จิบกันคนละขวด หวังว่าพอจะบิ้วอารมณ์ให้สนุกสนาน แต่ซันเขากดคนเดียวถึงสามขวด ราวกับกระหายมาหลายปี  นิสัยของเขาเป็นประเภทเมาไม่ถอยอยู่แล้ว

พวกเราเดินเตร็ดเตล่ เหล่นมฝรั่งกันจนเพลิดเพลิน ผมมองเหล่าสาวๆประเภทสองที่ยกเครื่องมาใหม่ พร้อมกับหุ่นอันทรมานใจ ที่ยืนเรียงรายกันอยู่ในตรอกข้าวสาร ค่าบริการเธอคงจะถูกกว่าหญิงแท้ บางทีอาจจะแลกด้วยเบียครึ่งลังกับกัญชาผสมบุหรี่อีกสองตัว นั่นคือความคิดของผมที่จำมาจากภาพยนตร์

ข้างทางมีร้านรวงต่างๆที่เปิดเพลงกันเสียงดัง มีผู้คนเมามายยืนส่ายสะเอวกันอยู่ภายในร้านที่นี่มีผู้คนหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่บุปผาชนไปจนถึงบูติคสไตล์ เจมดีนส์ยันฟิบตี้เซ็น! ผู้คนหลายรสนิมยมต่างยืนแลกเปลี่ยนทัศนะกัน ท่ามกลางรถขายผัดไทที่ฝรั่งตาน้ำข้าวข้ามน้ำข้ามทะเลมาพิสูจน์รสชาติ และกระเหรี่ยงชาวแม้วเดินขายยาดมพม่าพร้อมลูกปัดถักหลายสีสัน ผมสังเกตว่ากระเหรี่ยงพวกนี้พูดภาษากลางชัดกว่าเพื่อนผมบางคนซะอีก บางคนเขาเล่าว่าพวกนี้เป็นกระเหรี่ยงจากภูเขาทอง!!!

“เอาขีดนึงนะพี่ เด๊ยวผมเดินรออยู่แถวๆนี้ พวกผมมากันสี่คน” ยอดนัดแนะกับใครคนหนึ่งทางโทรศัพท์  แต่ผมก็หาได้ใส่ใจอะไรเป็นพิเศษ เนื่องจากชินกับเรื่องแบบนี้ซะแล้ว พวกผมยังคงเดินชมแสงสีของเมืองกรุงกันต่อ พวกเราออกเดินตั้งแต่หน้าสี่แยกคอกวัว หมายมั้นจะไปที่ร้านเบียร์แห่งหนึ่ง เกือบสุดซอยฝากโน้น

“รับรอง แล้วน้องจะคืนตัง” ซันที่เมาตั้งแต่ที่บ้านพักได้แซวสาวบริการคนหนึ่ง ขณะที่ชายเดินไปดึงเขาออกมาจากตรงนั้น ถ้าปล่อยเอาไว้นานกว่านั้น ซันอาจถูกเจ้าถิ่มรุมกระทืบเอาได้

พวกเราเดินแซวนู่นนี่ไปตามภาษาวัยรุ่นที่อยู่กันเป็นกลุ่ม ซันดูอารมณ์ครึกครื้นเป็นพิเศษ จะเรื่องอะไรซะอีก ก็เขาขาดกัญชามาสองวันแล้ว คืนนี้คงจะหนำใจ ส่วนยอดก็เดินไปพลางโทรศัพท์ไปตลอดเวลา ส่วนชายที่ไม่ค่อยอยากจะออกมาด้วย เนื่องจากติดละครเรื่อง”มนต์รักข้าวต้มกุ๊ย” ซึ่งกว่าชายจะมาได้ แทบจะอุ้มกันมาทีเดียว

“รอตรงนี้ก่อนละกัน เด๊ยวผมมา” ยอดแยกตัวไปเพียงลำพัง เขาเดินเข้าไปในตึกแถวสามชั้นที่ถูกตกแต่งเป็นบาร์สุรา ที่คับคั่งไปด้วยผู้คนจากหลายชาติ ประตูเหล็กสีเทาเขรอะสนิมด้านหน้าห้อยป้ายกระดานไม้ เขียนว่า” ยินดีต้อนรับ “  เมื่อเปิดเข้าไปเขาพบกับบรรไดสไตล์ยุโรป ทำจากไม้ปาเก้ปูด้วยพรมสีเหลืองขมิ้น เขาเดินขึ้นไปยังชั้นสาม ซึ่งถูกดัดแปลงเป็นคลับสนุ๊กเกอร์ และมีออฟฟิศเล็กๆอยู่ภายใน

“สวัสดีครับพี่แจ๊ค” ยอดยกมือไหว้ ชายคนหนึ่ง ผิวสีดำแดง ลักษณะอ้วนท้วน ซึ่งบ่งบอกถึงสถานะการเงินของเขา กำลังร่ำสุราและเล้าโลมแหม่มสาวคนหนึ่ง มือหนึ่งของเขากำลังกดหัวของเธออยู่

“แหม จะมาช้ากว่านี้สักครึ่งชั่วโมงก็ไม่ได้” แจ๊ค ดอนหวาย บ่นลอยๆขณะดึงกางเกงของเขาที่กองอยู่ตาตุ่มขึ้นมาถึงเอว พร้อมไล่แหม่มสาวคนนั้นให้ออกไปยังด้านนอก “อ้าว ไหนบอกมากันสี่คนหล่ะ แล้วเพื่อนๆหายไปไหนกันหมดหล่ะยอด” เขายืนขึ้นล้วงหาอะไรสักอย่างบนหลังตู้

“เพื่อนๆรอกันอยู่ข้างล่างหน่ะ ผมกลัวว่าพาขึ้นมาแล้วจะเสียงดังกัน ซันมันเมาด้วยแหละ” ยอดกล่าวขณะจุดบุหรี่ขึ้นมาสูบบนเก้าอี้โซฟา บริเวณกลางห้อง

“โทรตามสิ เดี๋ยวพี่จัดสาวๆให้ เอาให้ลืมเมียที่บ้านไปเลย” แจ๊ค ดอนหวาย โอ้อวดอย่างอารมณ์ดี และเดินมานั่งที่โซฟาข้างๆยอด มือขวาของเขาถือกัญชาสีเขียวสดอัดแน่นเป็นแท่งแล้วคลุมด้วยพลาสติกอีกชั้นหนึ่ง ” เอาโทรศัพท์ตรงโต๊ะโทรก็ได้ ตามขึ้นมาให้หมด มีสุราสกุลดีๆเหลืออยู่ เพื่อนพี่หิ้วมาจากสก๊อต” แจ๊ค ดอนหวาย ยิ้มจนรอยโอ้อวดจับเต็มใบหน้าของเขา

ผมซึ่งยืนรออยู่ชั้นล่างกับซันและชาย กำลังยืนมองวัยรุ่นหนุ่มสาวหลุ่มหนึ่งวิวาทกัน หลังจากที่ขเม่นกันมาสักพัก ผมเชียร์ให้มีการซัดกันเต็มที่เนื่องจากผมเป็นพวกนิยมความรุนแรง ยืนมองได้ไม่เท่าไหร่ ยอดก็โทรมาตามผมกับยอดให้ลากซันขึ้นมาข้างบนกัน………

ยี่สิบสองปีที่แล้วราวต้นเดือนมีนาคม คือวันลืมตาดูโลกของ”ตาล” เธอมีลมหายใจแรกในเวลาเดียวกับที่แม่ของเธอมีลมหายใจเฮือกสุดท้าย เธอจึงอาศัยกับพ่อตามลำพังที่แฟลตดินแดง ที่ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป อายุได้ราวสามเดือนพ่อได้นำตาลมาฝากไว้กับป้าที่อาศัยอยู่ละแวกท่าพระ แล้วไม่เคยกลับมาเยี่ยมอีกเลย บางเสียงร่ำลือว่าเขาไปมีครอบครัวใหม่แถวบางกระบือ  เธอต้องทำงานหลังครัวกับป้าซึ่งเปิดร้านอาหารตั้งแต่เล็กๆ แต่เธอก็มีจิตใจที่ร่าเริง และสู้ชีวิต เมื่อจนย่างเข้าสู่วัยรุ่น ตาลได้มาเรียนระดับปวชที่พาณิชแห่งหนึ่งในละแวกนั้น เธอเหมือนเจอโลกใหม่ ความคิดของเธอยังไร้เดียงสาและมองโลกในแง่ดีเสมอ ด้วยสัดส่วนที่โตเกินไว หรือความสาวเข้ามาในชีวิตเธอเร็วไป เธอจึงมีหนุ่มรุมล้อมมากหน้าหลายตา แต่เธอก็ยังคงตั้งใจเรียนเพื่อหวังว่าจบมาจะได้ไม่ลำบากโดยไม่ข้องแวะกับชายหนุ่มคนไหน ชีวิตของเธอเมื่อเลิกเรียนแล้วต้องรีบกลับมาช่วยป้าที่ร้านอาหารแถวท่าพระยันมืดค่ำ จนล่วงเลยไปอีกวันถึงจะได้เอนกายลงนอน

แต่เธอนั้นขาดซึ่งความรัก ลึกๆในใจเธอแล้วจึงแสวงหาคนที่รักและเข้าใจเธอ จนเผลอมอบตัวและใจให้กับหนุ่มรุ่นพี่ในค่ำคืนแห่งความเมามาย ซึ่งได้ทำให้เธอปล่อยใจปล่อยกายไปตามจิตใต้สำนึกของตัวเอง เธอรักเขาเหมือนเขาเป็นอวัยวะที่สามสิบสามของร่างกายเธอ แต่กับชายหนุ่มรุ่นพี่กลับสนุกกับเธอเพียงเพื่อสนองตัณหาของฤทธิสุรา สาวน้อยผู้โดนพายุชีวิตพัดเข้ามากลางหัวใจไม่อาจจะแบกรับความรู้สึกเช่นนี้ได้ “ยาไอซ์” จึงเป็นทางเลือกในการประคองจิตใจตัวเอง เธอขาดเรียนและขโมยของในบ้านมาขายเมื่อเสพหนักขึ้น เธอใช้ชีวิตส่วนใหญ่ไปกับโลกของความฝัน สุดท้ายจึงถูกไล่ออกมาจากบ้านแล้วจึงต้องลาออกจากสถานศึกษา  เธอจึงตัดสินใจขายสาวซึ่งกำลังเป็นที่ต้องการของชายผู้มีอันจะกิน เธอมาเริ่มใช้ชีวิตใหม่ที่คอนโดย่านสาธร แล้วเริ่มเรียนอีกครั้งที่ก.ศ.น

หลับนอนไม่กี่ปีก็มีเงินเก็บหลายแสน เธอใช้ชีวิตอย่างไฮโซเพื่อหวังจะชดเชยส่วนที่ขาดหายไปในวัยเด็ก และเธอทำร้ายหัวใจชายทุกคน เพื่อแก้แค้นต่อโชคชะตา มีคนมากมายถูกเธอหลอกจนหมดตัว “ตาล”สาวน้อยผู้ร่าเริง ได้ตายไปพร้อมๆกับวัยสาวของเธอ บัดนี้เธอเป็นคนใหม่ คนที่เต็มไปด้วยความเศร้าซึม ความระแวง และไม่เคยไว้ใจใคร

เริ่มเข้าสู่มหาวิทยาลัย เธอก็เด่นจนทุกคนหมายปองเธอ ใบหน้าของเธอขาวเรียว และมีผมสีบลอนด์ จนเสน่ห์ของเธอได้เข้าไปทิ่มแทง”ชิต ตาลแดง”นักเลงโตในย่านนั้น ตาลทำเป็นเล่นด้วยเพื่อหวังเพียงบารมีของชิต และยาไอซ์ซึ่งชิตตาลแดงมีให้เธอเสพได้ไม่อั้น ยังกับว่าหลังบ้านผลิตเองยังไงยังงั้น เธอยังใช้ชีวิตวนเวียนหลอกผู้ชายมากหน้าหลายตาให้ต้องเสียใจกับคารมของเธอ บางคนเสียใจ บางคนเสียทั้งเงินทั้งใจ โดยมีชิต ตาลแดง คอยติดตามเธออยู่แทบตลอดเวลา แม้ว่า”ตาล” จะไม่รัก “ชิต ตาลแดง” แล้ว แต่ด้วยผลประโยชน์เธอจึงยอมให้เขาเข้ามาในชีวิตบ่อยครั้ง…..

“วันนี้เป็นวันหยุด วันนี้เป็นวันว่าง” วันนี้ดูชายอารมณ์ดีเป็นพิเศษ เอ่ยขึ้น

“เดือนนี้ผมยังไม่ได้ออกจากประตูบ้านไปไหนเลย สักฤาษีเดินดงมาซ่ะปล่าว”

“เอางี้ล่ะกัลคืนนี้ผมขอให้ทุกคนลืมเรื่องราวทุกอย่างไปให้หมด”

“ค่ำคืนนี้ผม ชาย ดอยงำเมือง จะขอพาเพื่อน ๆไปเดินเที่ยวถนนข้าวสารกัน”

“ผมเห็นคุณนั้งเล่นเฟคบุ๊คทั้งวันทั้งคืนเลย นัดใครไว้รึปล่าว” ยอดผู้นอนใกล้ ๆชายแซว

“อ๋อก็คุยก่ะใครไปเรื่อย ๆอ่ะ” ชายตอบเขิน ๆ

“พริกนายก็ไปด้วยกันอย่ามั่วแต่นั้งเครียด” ดูชายคึกเป็นพิเศษ

ผมที่กำลังม่วนอยู่กับการอ่านนิตยสาร Zoo เพื่อผ่อนคลายเงยหน้าขึ้น “โอ๊ว”

Sebastian Bach มายืนอยู่ตรงหน้าผม ไม่น่าเชื่อว่าเฟคบุ๊คจะทำให้ชายเป็นศิลปินแฮร์แบนด์ยุค 80s ได้ใน 1 เดือน

“รอไรอ่ะ 3 ทุ่มแล้ว” ยอดไวเสมอยืนรออยู่หน้าประตู ในขณะที่ผมยังใส่บ็อกเซอร

“แต่งตัวแปบ”
“แว่นอ่ะ”
“พันลำไปยัง”
“นั้นบูทผม”
“นายพกมีดไปด้วยหรอ”
“เค้าบอกฝรังมันตัวใหญ่”
“ใครเห็นแหวนเงินผมปล่าว”
“ที่นู้นมีกระหรี่ใช้มั้ย”
“ขอหวีด้วย”
“จะเจอดาราป่ะ”
“แต่งเท่ ๆน่ะคืนนี้”
“เห้ย ๆลืม”
“ห๊ะ”
“เออ”
“คนละ 2 ทีก็พอเอาพริ้ว ๆ”
คืนนี้ทั้ง 4 หนุ่มแต่งตัวดูดีเป็นพิเศษ………………………….

ช่วงหัวค่ำของอีกสองวันต่อมา วันนี้ค่อนข้างเงียบเหงาผิดปกติ ร้านรวงที่เคยเปิดกันสลอนกลับหุบหายไป คงเป็นเพราะเป็นช่วงปิดเทอมเลยทำให้ย่านนี้ลดความจอแจไปได้มากทีเดียว มีเพียงวัยรุ่นไม่กี่คนจับกลุ่มพูดคุยกันสอง-สามโต๊ะตามร้านสุรา ที่ส่วนมากยังเปิดกันตามปกติแม้ลูกค้าจะน้อยนิด

“แปร๊ดๆๆ” เสียงมอเตอร์ไซค์สองจังหวะรุ่นราวคราวลุงคันหนึ่ง ได้เงียบลงที่หน้าบ้านพัก เสียงถัดมาคือเสียงคนย่ำเท้าเข้ามาเรื่อยๆ

ก๊อก ก๊อก! เสียงประตูไม้ผุๆดังขึ้น ยอดซึ่งกำลงไปเข้าเยี่ยวที่ชั้นล่างจึงเดินไปเปิดประตูต้อนรับอาคันตุกะยามวิกาล เขาไม่ใช่ใครอื่น “คอริส” นั่นเอง ! เขาเดินเข้ามาแล้วนั่งลงบนโซฟาไม้ที่พวกผมลงขันกันผ่อนออกมา เขายังไม่พูดอะไร แล้วพลางควักยาเส้นตราเซียนขี่สิงห์ และใบจากนำมาวางไว้บนฝ่ามือแล้วคลี่ช้าๆ

“ลมอะไรหอบมาถึงนี่ได้หล่ะ” ซันแซวเมื่อได้พบปะเพื่อนสนิทไม่ได้เจอกันมาหลายอาทิตย์ ขณะที่มือซ้ายเอื้อมไปหยิบบ้องไม้ไผ่ขึ้นมาแล้วส่งให้คอริส ตามธรรมเนียมปฏิบัติของที่นี่ ผมเหล่ตามามองแล้วก็หันหน้ากลับไปอ่านหนังสือตามเดิม

“เติมก่อนสักทีสิ จะได้หายเหนื่อย” ชายทักทายด้วยใบหน้ามีความสุข รอยยิ้มของเขาสกัดจากสมุนไพร

“ซัน ผมได้ข่าวมาว่าคุณมีเรื่องกับชิต ตาลแดงหรือ!?” คอริสถามผมด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “พอดีวันนี้แวะไปหากรณ์มา ว่าจะเอาสุริยาที่เขาฝากซื้อไปให้ เลยมีโอกาสได้ชนแก้วกันสักหน่อย ก็มาสะดุดหูตรงที่กรณ์บอกว่า พริกโดนชิตตาลแดงซ้อมซะน่วม ผมเลยอยากมาถามว่ามีปัญหาอะไรกัน” คอริสถอนหายใจเอาควันออกทางรูจมูก

“ผมก็ไม่รู้ว่ามันเป็นใครด้วยซ้ำ อยู่ดีๆมันก็เข้ามาใส่ผมไม่ยั้ง” ผมตอบ

“งั้นก็พยายามอย่าไปมีปัญหากับมันมากเลย เราพอรู้นิสัยมันอยู่ เอาเป็นว่าเชื่อที่เราพูดละกัน แล้วก็เรื่องตาลหน่ะ ขอโทษที่ไม่ได้บอกแต่แรก คือว่าตาลเขาเป็นไซด์ไลน์ ส่วนไอ้ชิต มันคุมเด็กๆพวกนี้อยู่ มันดูแลให้”เฮียหนึ่ง วัดดง”เขาอีกที บางที่ที่นายโดนยำเพราะไปยุ่งกับเด็กเขาก็ได้” คอริสรู้สาเหตุการวิวาทอยู่แล้ว แต่เขาแกล้งทำเป็นถามในครั้งแรก

“ผมว่าแล้วว่าต้องเกี่ยวข้องกับตาล” ผมรู้สึกเศร้าปนแค้น และอยากจะไปแทงชิตตาลแดงในทันที ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะผมโดนมันซ้อม และอีกส่วนหนึ่งผมอยากทำร้ายมันเพราะมันบังคับให้ตาลต้องขายตัว ผมคิดว่าถ้าฆ่าชิตตาลแดงได้ซะ เธอคงจะหลุดจากพันธนาการ แล้วกลับมาสู่อ้อมอกผม ผมฝันเฟื่อนราวกับเป็นพระเอกภาพยนตร์

แต่ถึงอย่างไร ผมก็ต้องหาทางทำอะไรให้มันได้เจ็บแสบบ้าง

“ถ้าผมแทงมันสักรู จะมีใครมาทำอะไรผมไหม” ผมถามคอริสด้วยใบหน้าขึงขัง ท่ามกลางแก๊งสามเกลอที่ต่างก็ตกตะลังกับคำพูดของผม

“คิดให้ดีนะเว้ย อนาคตคุณทั้งนั้น อย่าเอามาเสียเพราะเรื่องแย่งเมียเลย” เสียงใครบางคนในกลุ่ม

“เอาเป็นว่า เชื่อที่ผมเตือนดีกว่า ถ้าคุณไม่ไปยุ่งกับมันอีก มันก็เลิกตอแยคุณแล้ว มันรู้ว่าคุณคือสหายของผม แล้วผมกับชิตก็รู้จักกันดี มันให้เกียรติผมเสมอ” คอริสยัดกัญชาลงแน่นจนล้น แล้วค่อยๆสูบช้าๆ เขาลุกขึ้นคว้าเสื้อแจ๊คเกตที่ถอดไว้ แล้วเดินออกจากบ้านพักไป

“แปร๊ดๆๆ” เสียงมอเตอร์ไซค์สองจังหวะ ค่อยๆทยานไปตามอัตภาพ และเสียงนั้นแผ่วเบาลงอย่างช้าๆ

คืนนั้นผมนอนคิดถึงอะไรหลายๆอย่าง ทั้งเรื่องคำเตือนของคอริส และความสัมพันธ์ของชิตกับตาล และนึกจิตนาการไปถึงความน่ากลัวของเฮียหนึ่ง วัดดง ซึ่งผมยังไม่เคยรู้จักหน้าคร่าตา แต่จากคำบอกเล่าของคอริสก็ทำให้ผมหนาวสะท้าน ถ้าผมไปมีเรื่องกับชิตตาลแดง ผมคงถูกนักเลงยิงตายคาเมืองหลวงเข้าสักวัน ผมจะถอยห่างออกมาจากเรื่องนี้แล้วใช้ชีวิตปกติกับพวกสามเกลอ หรือผมจะเข้าไปลุยเพื่อพิสูจน์ความรักให้ตาลเห็น

ผมจะเลือกอะไรดี ปัญหานี้ทำให้ผมนอนไม่หลับไปจนรุ่งสาง….

ผมรู้สึกเหมือนโดนเฆี่ยนเข้าไปที่ส่วนลึกสุดของหัวใจ ผมหัวเราะบนใบหน้าที่เปื้อนน้ำตา ทั้งอารมเศร้ายิ่งกว่ากลางคืนในหน้าหนาว และอารมณ์ขันปนสมเพชตัวเอง ที่หลงคิดอะไรไปจริงจรัง ทั้งๆที่ผมเป็นผู้ชาย! ความเป็นจริงแล้วผมต้องเป็นฝ่ายไม่คิดอะไรแล้วนอนจิบเบียร์ สูบบุหรี่สักมวน ยามที่เธอพูดว่า”คุณจะไม่ทิ้งชั้นใช่ไหม” พลางสะอื้นหลังเสร็จกามกิจกับผม ผมคิดเช่นนั้น

แต่ความจริงคือ เธอแค่สนุกกับผม ในช่วงที่เธอปล่าวเปลี่ยว แล้วก็จากผมไป….

มันคือความจริงอันโหดร้าย ที่หาได้ทั่วไปในโลกของความเป็นจริง วันเวลาหมุนเวียนผ่านไป มากวันขึ้นจน”ตาล”ค่อยๆลางเลือนไปจากหัวใจผมทีละน้อย ผมผ่านคืนนั้นมาได้ราวสี่เดือนแล้ว ผมกับตาลไม่เคยแม้แต่จะได้ยินเสียงกันอีก เราต่างตายจากกัน ชีวิตผมยังคงวนเวียนอยู่ย่านเดิม “สี่แยกบ้านแขก” บัดนี้ผมรู้สึกรักที่นี่มากราวกับกรงปินัง บ้านเกิดผมซะอีก และแน่นอนที่สุด”ซัน,ยอด,ชาย”พวกเขาทั้งสามก็ได้เติมเต็มชีวิตต่างถิ่นของผมในแบบที่มันควรจะเป็น พวกเราเจอกันจนหน่าย มีแต่เพียงคอริส ที่หลายวันถึงจะได้พบปะกันสักที

วันนี้คือวันสุดท้ายของเทอม ผมยืนมองตัวเองอยู่ที่หน้ากระจก มองภาพตัวเองที่หวีผมเรียบแปล้ นุ่งเชิร์ตสุภาพ และประดับด้วยเนคไท ผมคิดว่าถ้ามีสูทชั้นงามสักตัว ก็คงจะเข้าท่า

“แต่งไปงานบวชใครหล่ะคุณพริก” ชายแซวแกมกัด เขาคงอิจฉาผมที่สมาร์ทราวกับพนักงานขายประกัน ผมไม่ตอบ แต่หันไปยิ้มอย่างอารมณ์ดี ก็เพราะหลังจากวันนี้ไปคือ ปิดเทอม !

ผมเดินเข้ามาที่มหาวิทยาลัยอย่างสบายใจ ในช่วงสายๆในวันที่อากาศดี ไม่มีฝนตกฟ้าคะนอง เรือเล็กเชิญหาปลาได้ตามอัธยาศัย ! มือซ้ายของผมเหน็บถุงน้ำเก๊กฮวยเจ้าประจำ สายตามองกวัดกวาดไปทั่วระหว่างเดินไปเอาหนังสือที่หรอยจากห้องสมุดไปคืน เนื่องจากโดนจับได้และขู่จะให้ชดใช้ในราคาสาหัสถ้าไม่นำมาคืน

ผมมาถึงหน้าห้องสมุดแล้ว ระยำ! ข้าห้องสมุดไม่ได้ เนื่องจากต้องถอดรองเท้าก่อนเข้าห้องสมุด กฏข้อนี้สร้างความหงุดหงิดให้กับผมบ่อยครั้ง จนผมคิดจะตั้งนำเพื่อนสมาชิกนิยมรองเท้าบูธ มาเรียกร้องให้ยกเลิกกฏนี้ เพราะพวกผมเสียเวลาถอดรองเท้าบัดซบ !

กว่าจะเสร็จก็เสียบุหรี่ไปหนึ่งมวน…

ผมเดินตรงดิ่งมายังบรรณารักษ์ หวังจะรีบๆทำธุระให้เสร็จกิจแล้วจะได้กลับไปตั้งซุ้มกัญชา ผมได้ยินไอ้ยอดกระซิบมาเมื่อคืน ว่าวันนี้จะไปตัดเนื้อชุดใหม่มา ผมเลยคิดว่าจะซื้อฟักเชื่อมน้ำตาลเข้าบ้านสักสองถุง

ผมเดินมายังเค้าเตอร์กลางห้องสมุด ยืนประชันหน้ากับบรรณารักษ์ วัยสามสิบต้นๆ สวมแว่นหนาเตอะ “นี่ครับพี่ หนังสือ ผมเอามาคืนแล้วนะ จดไว้ด้วยเดี๊ยวลืม! ” ผมพูดอย่างใส่อารมณ์ หวังโมโหกลบเกลื่อนความอาย

“แปปนะน้อง เดี๋ยวขอลงรายละเอียดแปปนึง” เสียงบรรณารักษ์ตอบอย่างแข็งทื่อ เธอคงเซ็งที่ผมรบกวนเวลาอ่านหนังสือของเธอ

ผมพลิกตัวหันหลังพิงกับโต๊ะไม้ ฆ่าเวลา สายตามองไปเรื่อยตามนิสัย และแอบมองกางเกงในสาวผมทองคนนึง ที่นั่งอ่านนิตรยสารตอแหลอยู่ ผมเพลินตาอยู่นาน จนลืมความรู้สึกหงุดหงิดกับความล่าช้ายังกับหอยทากโดนราดแป้งเปียกของบรรณารักษ์

“หนังสือหอมดอกประดวนที่หายไป ได้คืนยังคะพี่” เจ้าของเสียงเดินเข้ามาสนทนากับบรรณารักษ์ ผมเหล่มองเธอด้วยหางตา แต่ดันมองแค่เนินอกอันอวบอั้น ได้ขนาดของเธอ จนไม่ทันมองหน้า

ผมยังไม่มองหน้าเธอในทันดี ตามทฤษฎีการแอบมองที่ร่ำเรียนมา ผมเมินและหันไปทางอื่น แล้วค่อยๆชำเลืองกันกลับมาช้าๆ ระหว่างที่สมองจินตการถึงใบหน้าของเธออย่างเมามัน ผมพนันได้ว่า เธอคงมีริมฝีบากที่เรียวบางน่าสัมผัสเป็นแน่

“ตาล! ” ผมตกใจและทำอะไรไม่ถูกเมื่อได้เจอเธออีกครั้ง ตัวแข็งนิ่งและมองเธอ

“ขอโทษนะพริก หยุดตอแยกับตาลสักที ตาลขอร้อง เห็นแก่ตาลเถอะ” ตาลก็ตกใจไม่แพ้ผม และตอบกลับด้วยน้ำเสียงอ้อนวอน แล้วรีบหันหลังกลับ เธอเดินพลางวิ่ง ผมจึงวิ่งตามเธอไป ผมดึงแขนเธอเอาไว้ และกระชากเธอมาแทบจะติดกับตัวผม เธอสะบัดมือจนหลุดและวิ่งไปจนล้มลง ผมตกใจจึงจะรีบไปดึงเธอให้ลุกขึ้นและดูว่าเป็นอะไรรึป่าว

ผลั่ก !!!! เสียงกระดูกหุ้มเนื้อมาพร้อมกับแหวนหลวงพ่อเกษม เหวี่ยงมาเต็มโหนกแก้มผม ผมล้มลงจากการโดนทำร้ายของชายฉกรรจณ์ เขาเดินเข้ามายังผม ใบหน้าโกรธเกรี้ยวราวกับโจรป่า เขาปิดเวทีด้วยรองเท้าผ้าใบจากปลายตีน ประเคนเข้าที่ปลายคางของผม และน๊อคกลางอากาศ! เสียดายที่ผมร่ำเรียนวิชาต่อสู้มาน้อย…

“อูยยยย” ผมอวดครวญหลังได้สติ ตามองไปยังเพดานที่คุ้นชิน และงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และผมกลับมาที่บ้านพักได้อย่างไร ตาผมมองออกไปนอกหน้าต่าง คะเนเวลาคงเป็นช่วงหัวค่ำเข้าแล้ว

“บุญยังดีที่ชายมันไปเจอคุณพริกนอนสลบอยู่ เลยหิ้วปีกกลับมาบ้าน” ซันพูดขึ้นมาหลังเห็นผมตื่นขึ้นอย่างมึนงง

“เห็นรุ่นน้องที่ยืนดูอยู่หน้ามินิมาร์ทมันบอกว่า โดนไปหลายดอกเลยนี่” ยอดเอ่ยขึ้นอย่างเห็นใจ พลางชำเลืองมองหาบาดแผลบนตัวผม

ผมนั่งนิ่งไม่ตอบ นั่งเรียบเรียงเหตุการณ์ ผมเริ่มจำได้บ้างก็รู้สึกปวดใจ ทั้งๆที่ผมลืมตาลไปแล้วแต่ชีวิตห่าเหวของผมทำให้ต้องมาบังเอิญเจอกันอีก ใบหน้าผมสลด จิตใจห่อเหี่ยว ยากที่จะอธิบายความรู้สึกออกมาเป็นตัวอักษร

“ผมไปถามคนแถวนั้น ก็ได้ความว่าคุณมีเรื่องกับ ชิต ตาลแดง ว่าแต่คุณรู้จักกับมันด้วยหรอคุณพริก” ชายถามผม ด้วยใบหน้าที่เก็บความสงสัยไว้ไม่อยู่

ผมนั่งนิ่งเงียบ บรรยากาศในบ้านจึงอึมครึม ทั้งสามนั่งดูท่าทีและรอคำตอบจากผม  เสียงเพลงบรรเลงเอื่อยๆเข้ามายังบ้านพักผ่านทางฝาผนังบ้านพักผม ที่ติดกับบ้านไม้ของลุงอารมณ์ดีคนนึง

“รักครั้งเดียวที่มีนั้น ใจฉันมอบให้เธอไป โดยหวังว่าเธอมอบใจ มีไมตรีตอบ~” คือเรื่องราวผ่านทางบทเพลงที่ขับกล่อมอารมณ์ผมในขณะนี้ จนแทบจะอยากลงไปเลี้ยงสุราลุงสักสองขวด ที่เปิดเพลงได้เข้าอารมณ์ผมยิ่งนัก…

‎3 ทุ่มเศษของคืนวันที่ 2 แห่งงานปฐมนิเทศที่ทางมหาลัยราชภัฎบ้านสมเด็จเจ้าพระยาจัดขึ้น ผมตามหาตาลมาทั้งวัน โรงหาอาหาร ชายหาด ห้องประชุม ทุกที่ผมหาเธอไม่เจอ 

ในที่สุดผมก็วนมาก็อยู่หน้าห้องของเธอ คิดว่าจะรอจนกว่าตาลจะกลับมาที่ห้อง บรรยากาศยามนี้ช…ั้งเงียบนัก เงียบจนได้ยินเสียงที่อยู่ภายในห้อง

“อีสัด ไอ้บอยเด็กปี 3 ที่มาจีบเมิงมันไม่มีรถนะเว้ย บ้านก็ไม่รวย เมิงไปเล่นด้วยทำไม หล่ออย่างเดียวเสียวไม่ได้นานหลอก” เสียงของจอยเพื่อนตาล ผมกำลังแอบฟัง

“เอออีเหี้ย เวลาไปเสียวกันเมิงนั้งรถเมย์ไปกันเหรอว่ะ” เสียงของน้ำเพื่อนตาล ก็ยังคงไม่ใช้เสียงที่ผมตามหา

“นิ ๆได้ข่าวว่า “ซิต ตาลแดง” รุ่นพี่ปี 4 ที่เพิ่งรู้จักเมิงได้ 2เดือนซื้อ iphone 4 ให้เมิงเหรอว่ะ อีเวลเอามายืมเล่นหน่อย” นั้นเสียงของจอย ผมแอบฟังต่อ

“เวลาอาบน้ำเมิงใช้ยี้ห้ออะไรล้างจิ๋มว่ะดูหน่อย” อีน้ำนี้มันทะลึ้งจิง ผมคิดในใจ

“เออ ๆใครว่ะที่เมิงพาไปเสียวที่กระท้อมท้ายหาดเมื่อคืนอ่ะ” จอยถาม

“…!..เมิงเห็นหรอว่ะ” เสียงของตาล ผมหูผึ่ง แสดงว่าเธอเก็บตัวอยู่ในห้องทั้งวัน

“เค้าชื่อ พริก กรงปีนัง” ตาลเอ่ยชื่อผม แอบดีใจ

“รวยป่ะ มีรถมั้ย ใช้โทรสับยี้ห้ออไร” ผู้หญิงพวกนี้บ้าวัตถุกันจิง !

“เค้ามีแต่ตัว” ผมนิ่ง

“เมิงก็ยังไปเสียวกะมันเนอะ” ผมนิ่ง

“สู้ชิตก็ไม่ได้เค้าน่ะทั้งรวยทั้งมีอธิพล” น้ำตาผมเริ่มคลอ…………

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.